สื่อประชาสัมพันธ์
สิ่งของพระราชทานสิ่งของพระราชทาน
กำหนดการรับสิ่งของพระราชทาน กิจกรรม "Bike อุ่นไอรัก"
ของประชาชนที่สมัครเข้าร่วมปั่นในกรุงเทพมหานคร

ประชาชนสามารถมารับสิ่งของพระราชทานได้ ตั้งแต่ วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2561 ถึง วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น. ณ สนามกีฬาแห่งชาติ (สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ) ถนนพระราม 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยแบ่งการรับสิ่งของพระราชทานออกเป็น 2 รอบ ดังนี้

  • รอบเช้า ตั้งแต่เวลา 08.00 - 12.00 น.
  • รอบบ่าย ตั้งแต่เวลา 12.00 - 16.00 น
หมายเหตุ:

ประชาชนสามารถตรวจสอบวัน เวลา ที่ต้องเดินทางมารับสิ่งของพระราชทานได้ด้วยตนเอง ผ่านช่องทาง https://www.bikeunairak2018.com โดยเลือกเมนู “ตรวจสอบข้อมูลการลงทะเบียน” และกรอกข้อมูล “ชื่อผู้ลงทะเบียน” และ “รหัสลงทะเบียน” หรือ “เลขบัตรประชาชน/หนังสือเดินทาง/เลขบัตรอื่นๆ หรือสามารถดูข้อมูลได้จาก SMS หรืออีเมล์ในการแจ้งยืนยันการลงทะเบียน โดย สิ่งของพระราชทาน ที่ประชาชนจะได้รับ ประกอบด้วย

  • เสื้อพระราชทาน
  • บัตร TAG จำนวน 2 ใบ
  • สายคล้องคอ และสายรัดหนวดกุ้ง
  • กระเป๋าซองซิป
ขั้นตอนการรับสิ่งของพระราชทาน
  • เมื่อถึงวัน เวลาที่กำหนด ประชาชนสามารถเดินทางมาตรวจสอบรายชื่อกับฝ่ายทะเบียน บริเวณด้านหน้าสนามศุภชลาศัย ฝั่งพระรามที่ 1 ตามวัน เวลาที่ได้รับแจ้ง เพื่อยืนยันตัวบุคคล พร้อมรับบัตรบุคคลและป้ายแท็กจักรยาน รวมทั้งรับบัตรบอกไซด์เสื้อที่จะได้รับเสื้อพระราชทาน ตามที่ประชาชนแจ้งไซด์เสื้อ ณ บริเวณรับบัตร โดยนำหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย
    • บัตรประจำตัวประชาชน หรือ หนังสือเดินทาง/บัตรอื่น ๆ
    • หลักฐานการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ เช่น สำเนาบัตร TAG หรือ รูปถ่ายจากมือถือ
  • หมายเหตุ:
    • กรณีไม่ได้มารับด้วยตนเอง จะต้องมีหนังสือมอบอำนาจ พร้อมลงนามผู้มอบอำนาจในการรับสิ่งของพระราชทาน (แทน) พร้อมสำเนาบัตรประชาชนฉบับจริง (ผู้รับแทน) และสำเนาบัตรประชาชน (ผู้มอบอำนาจ)
  • เมื่อประชาชนที่รับบัตรที่บอกขนาดไซด์เสื้อเรียบร้อยแล้ว จะเดินไปตามทางที่เจ้าหน้าที่ได้กำหนดไว้ โดยรอบสนามศุภชลาศัยฯ ไปเข้าทางประตูช้าง เพื่อไปเข้าแถวรับเสื้อพระราชทานภายในสนามศุภชลาศัยฯ ซึ่งจะมีช่องทางรับแบ่งเป็น ด้าน A และด้าน B จำนวนด้านละ 100 ช่องทาง โดยประชาชนจะทยอยเข้ารับตามช่อง A และ B ตามช่องขนาดไซด์เสื้อต่าง ๆ เพื่อเข้าแถวรับเสื้อพระราชทานตามลำดับ หลังจากรับเสื้อแล้ว จะเดินออกตามลู่วิ่ง เพื่อออกจากสนามศุภชลาศัย ทางประตูไก่ และเดินออกบริเวณด้านหน้า
  • สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานครัวพระราชทานสำหรับบริการอาหารและแจกจ่ายน้ำดื่มประชาชน รวมทั้งกองบัญชาการกองทัพไทย ได้จัดสินค้าราคาประหยัดจากกรมการค้าภายใน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และภาคเอกชน มาบริการประชาชนที่มารับสิ่งของพระราชทานในวัน เวลาดังกล่าวด้วย
การเดินทางมารับสิ่งของพระราชทาน
  • รถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานี สนามกีฬาแห่งชาติ ฝั่งอาคารกีฬานิมิบุตร
  • รถโดยสารประจำทาง (ผ่านสนามศุภชลาศัย) หมายเลข 11 15 47 67 73 73ก 204 508
  • (สอบถามเส้นทางเดินรถได้ที่สายด่วน ขสมก. 1348)
ข้อปฏิบัติในการรับสิ่งของพระราชทาน
  • โปรดแต่งกายชุดสุภาพ ตามความเหมาะสม
  • ห้ามพกพาอาวุธ และวัตถุอันตราย เข้ามาในบริเวณสนามกีฬาแห่งชาติโดยเด็ดขาด
  • โปรดปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว
ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนที่เดินทางมารับสิ่งของพระราชทาน โปรดใช้รถโดยสารสาธารณะมายัง สนามศุภชลาศัย และห้ามพกพาอาวุธ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร. 1111

แผนผังรับสิ่งของพระราชทาน และ TAGแผนผังรับสิ่งของพระราชทาน และ TAG
การเตรียมความพร้อมและการปฎิบัติบำรุงรถจักรยาน

คำแนะนำในการปั่นไม่ให้เกิดอันตราย

  • เคารพและปฎิบัติตามกฎจราจร ปฎิบัติตามป้ายและไฟสัญญาณจราจรอย่างเคร่งครัด สำหรับคนที่ใช้จักรยานต้องหยุดเมื่อมีสัญญาณไฟแดง เช่นเดียวกับยานพาหนะอื่นๆ และจอดหยุดอยู่หลังเส้นขาวหนาที่พื้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้สำหรับคนที่ข้ามถนนและให้ปลอดภัยจากรถที่แล่นในทิศทางที่ตัดกัน
  • ปั่นจักรยานตามทิศทางจราจรร่วมไปกับพาหนะอื่นๆ ยกเว้นแต่เป็นถนนที่มีการอนุญาตให้ปั่นจักรยานย้อนทิศทางจราจร หรือที่เรียกกันว่า “ย้อนศร” ได้
  • มีไฟส่องสว่างด้านหน้าและหลังเมื่อขี่ยามค่ำคืน พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ระบุว่า รถจักรยานต้องติดไฟส่องสว่างสีขาวด้านหน้า และไฟสีแดงหรือกระจกสะท้อนแสงสีแดงด้านหลัง นอกจากนั้นการสวมใส่สายคาดหรือเสื้อกั๊กที่มีแถบสะท้อนแสงเพิ่มเติมเข้าไปก็สามารถช่วยให้คนขับรถเห็นผู้ปั่นจักรยานได้ชัดจากระยะไกลในยามค่ำคืน
  • มีอุปกรณ์ให้สัญญาณที่เหมาะสม พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ระบุว่า รถจักรยานต้องมีกระดิ่งเพื่อให้สัญญาณบอกว่าจักรยานกำลังเคลื่อนเข้าไปในทิศทางนั้น หรืออาจใช้แตรก็ได้ แต่ควรเลือกแตรที่เหมาะสมไม่ส่งเสียงดังเกินไป จนทำให้คนตกใจหรือก่อความรำคาญเป็น “มลพิษทางเสียง”
  • ให้สิทธิในการใช้ทางเท้าแก่คนเดินเท้า หลีกเลี่ยงการปั่นจักรยานบนทางเท้า นอกจากมีการทาสีตีเส้นหรือแบ่งพื้นที่ให้จักรยานใช้บนทางเท้าอย่างชัดเจน และไม่ว่าจะในกรณีใด เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษใช้ความเร็วต่ำ เมื่อขึ้นไปขี่บนทางเท้า เพราะหากตกอยู่ในสภาพที่หลีกกันไม่ได้ ต้องให้คนเดินเท้าได้สิทธิ์ใช้เดินไปก่อนเสมอ
  • ระวังรถที่จอดอยู่ สังเกตและระมัดระวังรถที่จอดอยู่ให้ดี คนที่นั่งอยู่ในรถอาจเปิดประตูออกมาหรือคนขับอาจจะขับรถพุ่งออกมาอย่างฉับพลันควรปั่นแซงหรือขนานไปกับแถวรถที่จอดอยู่ห่างออกมาอย่างน้อย 1 เมตร
  • อย่าเกาะรถที่กำลังแล่นอยู่ข้างหน้า การใช้มือเกาะรถที่แล่นอยู่ข้างหน้าเพื่อผ่อนแรงในการขี่จักรยานเป็นสิ่งที่อันตรายมาก และผิดกฎจราจร
  • อย่าบรรทุกน้ำหนักมากเกินไป การใช้จักรยานบรรทุกของหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นการปั่นคนเดียวหรือมีบุคคลซ้อนท้ายหรือซ้อนหน้า จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตราย ผู้ปั่นจักรยานต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ (พ.ร.บ.การจราจรทางบก ได้ห้ามการปั่นเกินหนึ่งคน)
  • ตรวจเบรกเสมอ การตรวจเบรกว่าจะใช้การได้ดีทั้งเบรกหน้าและเบรกหลังโดยเฉพาะเมื่อเส้นทางที่ปั่นจักรยานไม่ราบเรียบ มีหลุมบ่อ เนินหรือสะพาน และใช้ความระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษเมื่อถนนเปียก
  • ระมัดระวังเมื่อมาถึงทางแยก ไม่ว่าจะเป็นจุดที่มีซอย หรือถนนรองมาพบถนนใหญ่ หรือตามแยกถนน ให้ระมัดระวังเพิ่มขึ้น เพราะมีรถจำนวนมาก ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุการชนกันสูงขึ้นมาก การปั่นจักรยานให้อยู่ในช่องทางจราจรที่ถูกต้องสำหรับการแล่นตรงไปหรือการเลี้ยว ควรใช้สัญญาณมือช่วยบอกทิศทางของเราให้ชัดเจนขึ้นมองรอบด้านให้ดีก่อนเปลี่ยนทิศทางหรือย้ายช่องจราจร หากไม่มั่นใจและพิจารณาว่ามีความเสี่ยงสูง ควรลงจากจักรยานและเข็นข้ามในแบบเดียวกับคนเดินเท้า
  • ใช้สัญญาณมือ เรียนรู้สัญญาณมือในการบอกให้ผู้ใช้ถนนอื่นรู้ว่าเราจะเคลื่อนที่ไปอย่างไร และฝึกทักษะให้สามารถปั่นจักรยานโดยใช้มือเดียวจับแฮนด์และอีกมือ-แขนให้สัญญาณได้ถูกต้องอย่างคล่องแคล่วโดยที่จักรยานทรงตัวได้ดี จากนั้นก็ใช้สัญญาณมือให้เป็นนิสัย
  • ปั่นจักรยานอย่างสุภาพและมีวินัย การปั่นออกซ้ายออกขวาอย่างฉับพลัน หรือเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน เสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการชนเป็นอันตราย คนที่ขับรถตามมาอาจไม่เห็นหรือเห็นไม่ทันที่จะหักหลีกได้ เราควรปั่นจักรยานใกล้ขอบถนน (อย่าชิดมากเกินไป ระยะห่างที่เหมาะสม 1 เมตร)

การป้องกันการบาดเจ็บ จากการขับขี่จักรยาน

  • สวมหมวกกันน็อคทุกครั้ง นอกจากต้องสวมหมวกกันน็อคทุกครั้งที่ออกไปปั่นจักรยานแล้ว จะต้องเลือกหมวกที่ผลิตได้มาตรฐาน มอก. หรือได้มาตรฐานความปลอดภัย ควรเลือกสีของหมวกที่เป็นโทนสีสว่าง มีขนาดที่พอดีกับศีรษะผู้ใส่และเวลาสวม ควรปรับสายรัดให้กระชับ
  • เลือกขนาดของจักรยานให้เหมาะกับตัวเอง เลือกขนาดเฟรมที่เหมาะสมกับตัวของคุณเอง สำหรับเสือหมอบให้ลองยืนคร่อมจักรยานแล้วให้มีระยะห่างระหว่างขาหนีบกับท่อนอนประมาณ 1-2 นิ้ว, ส่วนเสือภูเขาให้มีระยะห่างน้อยที่สุด 2 นิ้ว ส่วนตำแหน่งของแฮนด์ควรอยู่ต่ำกว่า อานประมาณ 1 นิ้ว ซึ่งจักรยานที่มีขนาดเหมาะกับผู้ปั่นจะช่วยลดอาการปวดเมื่อยจากการปั่นได้
  • เลือกใช้อานและปรับตำแหน่งให้ถูกต้อง อานหรือเบาะจักรยานนั้นมีหลายแบบ ซึ่งควรเลือกให้เหมาะกับสรีระของนักปั่น อานแบบเจลหรือแบบหนังแกะจะช่วยลดอาการเสียดสีได้ ตำแหน่งความสูงของอานก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ควรให้อานสูงในระดับที่เมื่อยืนขึ้นปั่นแล้วขาข้างที่ปั่นลงนั้นเหยียดเกือบตรงและงอเพียงเล็กน้อย หากจังหวะปั่นสุดขาแล้วหัวเข่างอมากแปลว่าเบาะที่นั่งคุณปรับเตี้ยเกินไป ซึ่งมีผลต่อการส่งกำลังในการปั่นและความเมื่อยล้าในการออกแรง
  • เริ่มปั่นอย่างช้าๆ อย่าหักโหม สำหรับผู้ที่เริ่มหัดขับจักรยาน ในระยะแรกการปั่นด้วยความเร็วที่ไม่มากนักแต่รักษาระดับเอาไว้ และปั่นเป็นเวลาครั้งละ 30 นาที ทำอย่างนี้เป็นเวลาประมาณซัก 3-4 อาทิตย์ โดยเลือกเส้นทางที่เป็นทางเรียบ เมื่อผ่านไปสักพักค่อยเริ่มปั่นในเส้นทางที่มีเนินหรือขึ้นสะพาน เป็นการปรับสภาพร่างกายและพัฒนาทักษะในการปั่นเบื้องต้น อย่าหักโหมเกินไปในระยะเริ่มต้น เพราะอาจจะทำให้ร่างกายได้รับการบาดเจ็บได้
  • เลือกเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ควรเป็นชุดที่เป็นผ้าที่มีความกระชับและขนาดพอดีตัว เนื้อผ้ามีการระบายได้ดี และงดใส่เสื้อผ้าที่มีตะเข็บ เพราะระหว่างการปั่นจะมีการขยับตัวตลอดเวลา อาจจะทำให้เกิดการเสียดสีทำให้ผิวหนังมีบาดแผลได้
  • ปั่นกลางคืนต้องมีไฟให้พร้อม ควรสวมเสื้อผ้าที่มีสีสว่าง หรือชุดที่มีแถบสะท้อนแสง ที่หมวกควรมีไฟกระพริบหรือแถบสะท้อนแสงติดอยู่ และที่สำคัญที่ตัวจักรยาน ไฟสัญญาณด้านท้ายจะต้องเป็นไฟกระพริบสีแดงส่วนด้านหน้าเป็นไฟส่องสว่างสีขาวที่ให้คุณมองทัศนวิสัยบนท้องถนนได้ชัดเจน การทำให้ตัวคุณและจักรยานสามารถมองสังเกตในที่มืด ถือเป็นสิ่งสำคัญในการปั่นจักรยานในเวลากลางคืน
  • มีสติและเคารพกฎจราจรเมื่อขี่บนท้องถนน เราควรเรียนรู้การใช้สัญญาณมือในการสื่อสารให้สัญญาณกับคนที่ปั่นตามหรือรถคันอื่นๆ รวมถึงควรมีทักษะในการช่างสังเกต ไม่ว่าจะเป็นพื้นผิวถนน, รถยนต์ที่วิ่งเข้ามาใกล้, คนที่กำลังจะข้ามถนน ฯลฯ และควรรักษากฎจราจรเหมือนกับผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ ไม่ขับย้อนศร ไม่ปั่นในเลนขวาที่ไว้สำหรับรถที่ใช้ความเร็ว, ไม่ฝ่าไฟแดง
  • ระวังเป็นพิเศษเมื่อปั่นจักรยานบนถนนช่วงที่รถหนาแน่น เป็นสิ่งที่คุณต้องระวังเป็นอย่างมาก ควรปั่นชิดอยู่ในเลนซ้ายเสมอไม่ว่าคุณจะปั่นมาคนเดียวหรือเป็นกลุ่มก็ตาม และให้รถยนต์ที่วิ่งอยู่ผ่านไปก่อนเสมอ ถ้าคุณต้องปั่นบนถนนที่มีรถวิ่งอยู่เป็นประจำก็อาจจะหากระจกมองหลังมาติดตั้งที่แฮนด์ได้
  • เวลาเบรกให้เบรกพร้อมกันทั้งหน้าและหลัง ในการเบรกไม่ว่าจะปั่นด้วยความเร็วปกติ เพื่อชะลอหรือว่าเบรกเพื่อหยุดกะทันหันควรเบรกด้วยการบีบก้านเบรกพร้อมกันทั้งหน้าและหลัง เพื่อไม่ให้เสียการทรงตัวในกรณีที่เบรกกะทันหัน และให้โยกสะโพกไปทางด้านหลัง ด้วยเพื่อไม่ให้รถเสียหลัก
  • ใช้เกียร์ให้ถูกต้อง ควรฝึกการเปลี่ยนเกียร์จากเกียร์ต่ำมาเป็นเกียร์สูงตามความเร็วจนชำนาญ เพราะจะช่วยลดแรงกดบริเวณเข่าได้ รอบขาที่เหมาะสมสำหรับการปั่นปกติอยู่ที่ 60-80 รอบต่อนาที สำหรับการปั่นแข่งขันจะอยู่ในระยะ 80-100 รอบต่อนาที
  • ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี เวลาที่ปั่นจักรยานขึ้นเนินหรือขึ้นเขาต่อเนื่องแล้วเมื่อถึงจังหวะลงเขา อย่าปล่อยรถไหลลงโดยที่ไม่ปั่นเลย เพราะในเวลาที่เราปั่นจักรยานขึ้นเขาต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือใช้กำลังขามาก ร่างกายจะผลิตกรดที่เรียกว่ากรดแลคติก ซึ่งมันจะส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อหรือกล้ามเนื้ออักเสบได้ เพราะฉะนั้นการปั่นโดยที่ออกแรงเบาๆ ระหว่างที่ลงเนินเขานั้นเป็นวิธีที่จะช่วยลดกรดแลคติกที่อยู่ในกล้ามเนื้อลงไปได้เป็นอย่างดี
  • เปลี่ยนท่าบ้างก็ได้ สาเหตุหลักของการปั่นจักรยานแล้วมีอาการเมื่อยมือ, แขน ขา และฝ่าเท้า นั่นคือการปั่นจักรยานอยู่ในท่าเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินไป ดังนั้นระหว่างที่ปั่นให้ลองเปลี่ยนท่าและอิริยาบถต่างๆ เช่น ขยับตำแหน่งและองศาการจับแฮนด์และลำตัว ขยับคอและตำแหน่งที่นั่งบนอาน ผ่อนคลายการบีบมือที่แฮนด์ไม่ให้แน่นเกินไป
การเตรียมความพร้อม
สำหรับร่างกาย
การปฎิบัติบำรุงรถจักรยาน
คำแนะนำในการปั่นไม่ให้เกิดอันตราย
สัญญาณมือสำหรับการขี่จักรยานเป็นกลุ่ม

การใช้สัญญาณมือในการขี่จักรยานเป็นกลุ่ม เพื่อความปลอดภัยในการขี่จักรยาน ผู้ขี่จักรยานควรเรียนรู้วิธีการใช้สัญญาณมือในการขี่จักรยาน โดยเฉพาะผู้นำกลุ่ม มีวิธีง่ายๆ ดังต่อไปนี้

1. สัญญาณการหยุด

ชูมือตรงขึ้นฟ้า เมื่อถึงทางแยกหรือมีสิ่งกีดขวางข้างหน้า ผู้ที่ขี่ตามหลังมาในกลุ่มชะลอความเร็วและหยุดตาม

2. ชะลอความเร็ว

ยื่นมือข้างหนึ่งออกด้านข้าง ยกขึ้นลงเหมือนตบอะไรสักอย่างในอากาศผู้ขี่ตามหลังมาในกลุ่มชะลอความเร็ว

3. สัญญาณมีสิ่งกีดขวางข้างหน้า

ไขว้มือไปด้านหลังโบกหรือชี้ว่ามีสิ่งกีดขวางอยู่ด้านนั้น เช่น มีรถจอดอยู่ ฯลฯ ผู้ขี่ตามหลังมาในกลุ่มหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางตามสัญญาณมือที่ชี้

4. สัญญาณเลี้ยว

กางแขนขนานกับพื้นในทิศทางที่เลี้ยว เช่น เลี้ยวซ้ายกางแขนซ้าย เลี้ยวขวากางแขนขวา

5. สัญญาณสิ่งกีดขวางด้านล่าง

ชี้มือลงด้านล่างเมื่อเจอหลุมบ่อบนถนนหรือเศษหิน คราบน้ำมันบนพื้นถนน ซึ่งควรหลีกเลี่ยงผู้ให้สัญญาณควรส่งเสียงบอกประกอบสัญญาณมือ